evden eve evden eve nakliyat evden eve nakliyat intizar dinle ilahi dinle

สมาคมศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยพายัพ

  • PDF
  • พิมพ์

ข้อบังคับ ของ สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยพายัพ

    หมวดที่ 1 ความทั่วไป

  1. สมาคมนี้ชื่อว่า สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยพายัพ (ส.ม.พ.) มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Payap University Alumni Association ใช้อักษรย่อ P.U.A
  2. เครื่องหมายของสมาคมมีลักษณะเป็น
  3. สำนักงานของสมาคมตั้งอยู่ที่ มหาวิทยาลัยพายัพ เขตแม่คาว เลขที่ 272 หมู่ที่ 2 ตำบลสันพระเนตร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ 50000
  4. วัตถุประสงค์ของสมาคมมีดังนี้
    1. ส่งเสริม สร้างสรรค์ และธำรงไว้ซึ่งความสามัคคี และสัมพันธภาพอันดีระหว่างสมาชิกสมาคม
    2. เป็นศูนย์กลางในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด ประสบการณ์ และข้อมูล ข่าวสาร ของสมาชิก
    3. เพื่อสนับสนุนส่งเสริมกิจการต่างๆ ของมหาวิทยาลัยพายัพให้เจริญก้าวหน้า
    4. ส่งเสริมการสังคมสงเคราะห์และให้สวัสดิการที่จำเป็นแก่สมาชิก
    5. สมาคมไม่มีวัตถุประสงค์แอบแฝงเพื่อจัดโต๊ะบิลเลียด และไม่อนุญาตให้เยาวชนเข้าไปใช้สถานที่ของสมาคมในทางอบายมุข รวมทั้งไม่สนับสนุนให้มีการเล่นการพนันทุกชนิด
    6. ไม่ดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง

  5. หมวดที่ 2 สมาชิก

    สมาชิกของสมาคมมี 3 ประเภท คือ

    1. สมาชิกสามัญ คือ นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยพายัพ
    2. สมาชิกสมทบ คือ บุคคลอื่นๆ ที่มีความศรัทธาต่ออุดมการณ์ของสมาคม และคณะกรรมการบริหารสมาคมมีมติรับเป็นสมาชิก
    3. สมาชิกกิตติมศักดิ์ คือ บุคคล หรือคณะบุคคลผู้ทรงเกียรติที่คณะกรรมการ บริหาร สมาคม มีมติรับเป็นสมาชิก
  6. การเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม แยกตามประเภทของสมาชิกได้ดังต่อไปนี้
    1. สมาชิกสามัญ ผู้ที่มีความประสงค์ที่จะเป็นสมาชิกสามัญของสมาคมจะต้องมีคุณสมบัติตาม ข้อ 5.1 และยื่นใบสมัครตามแบบที่สมาคมกำหนด ต่อเลขานุการ โดยมีสมาชิกสามัญรับรองอย่างน้อย1 คน และให้เลขานุการติดประกาศรายชื่อผู้สมัครไว้ ณ สำนักงานของสมาคมเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 วัน เพื่อให้สมาชิกอื่นๆ ของสมาคมได้ร่วมกันพิจารณา เมื่อครบกำหนดเวลาในประกาศแล้ว ก็ให้เลขานุการนำใบสมัคร และหนังสือคัดค้านของสมาชิก (ถ้ามี) เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคม เพื่อพิจารณาอนุมัติว่าจะรับ หรือไม่รับเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม และเมื่อคณะกรรมการบริหารสมาคมพิจารณาการสมัครแล้ว ผลเป็นประการใดให้เลขานุการ เป็นผู้แจ้งให้ผู้รับสมัครทราบโดยเร็ว
    2. สมาชิกสมทบ ผู้ที่มีความประสงค์จะเป็นสมาชิกสมทบจะต้องมีคุณสมบัติตามข้อ 5.2 และยื่นใบสมัครตามแบบที่กำหนดต่อเลขานุการแล้วให้เลขานุการนำใบสมัครเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคมเพื่อพิจารณา ผลการพิจารณาเป็นประการใดให้เลขานุการแจ้งให้ผู้สมัครทราบโดยเร็ว
    3. สมาชิกกิตติมศักดิ์ ให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคมพิจารณาคัดเลือกผู้ทรงเกียรติ และให้เลขานุการมีหนังสือเชิญเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ไปยังผู้นั้นโดยเร็ว คนคนหนึ่งจะเป็นสมาชิกสมาคมได้เพียงประเภทเดียวเท่านั้น
  7. ถ้าคณะกรรมการบริหารสมาคมพิจารณาอนุมัติ หรือมีมติให้ผู้สมัครเป็นสมาชิก และสมาชิกสมทบแล้ว ให้ผู้สมัครชำระเงินค่าลงทะเบียน และค่าบำรุงสมาคม ตามกำหนดใน ข้อ 9ให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากเลขานุการ สมาชิกภาพของผู้สมัครให้เริ่มนับแต่วันที่ผู้สมัครนั้นได้ ชำระเงินค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าผู้สมัครไม่ชำระเงินค่าลงทะเบียน และค่าบำรุงสมาคมภายในกำหนด ให้ถือว่าการสมัครคราวนั้นเป็นอันยกเลิก
  8. สมาชิกภาพของสมาชิกกิตติมศักดิ์ ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ออกหนังสือตอบรับคำเชิญของบุคคลหรือคณะบุคคลที่คณะกรรมการบริหารสมาคม ได้พิจารณามีมติให้เข้าเป็นสมาชิกของสมาคมได้มาถึงยังสมาคม
  9. สมาชิกสมาคมจะต้องเสียค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคม ดังนี้
    1. สมาชิกสามัญและสมาชิกสมทบจะต้องเสียเงินค่า
      • บำรุงตลอดชีพ ชำระครั้งเดียว 200.- บาท
      • คณะกรรมการบริหารสมาคม มีสิทธิพิจารณาการกำหนดอัตราค่าสมาชิกในการพิเศษเป็นครั้งคราว สมาชิกกิตติมศักดิ์ไม่ต้องเสียค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคม
  10. สมาชิกภาพของสมาชิกให้สิ้นสุดด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
    1. ตาย
    2. ลาออก โดยการแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะกรรมการ ขอลบชื่อออกจากทะเบียน สมาชิก
    3. เป็นบุคคลที่คณะกรรมการมีมติให้พ้นจากการเป็นสมาชิกภาพ

  11. สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก
    1. มีสิทธิเข้าใช้สถานที่ของสมาคมภายในขอบเขตแห่งวัตถุประสงค์และข้อบังคับของสมาคม
    2. มีสิทธิเสนอความเห็นอันเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของสมาคม ต่อคณะกรรมการ หรือ ที่ประชุมใหญ่
    3. มีสิทธิร้องขอต่อคณะกรรมการเพื่อตรวจตราเอกสาร และบัญชีทรัพย์สิน
    4. มีสิทธิเข้าร่วมประชุมใหญ่ของสมาคม
    5. มีสิทธิได้รับสวัสดิการต่าง ๆ ที่สมาคมจัดขึ้น ตามหลักเกณฑ์ที่สมาคมกำหนด
    6. สมาชิกสามัญมีสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง หรือได้รับการเลือกตั้ง หรือแต่งตั้งเป็น กรรมการของสมาคม และมีสิทธิออกเสียงลงมติต่าง ๆ ในที่ประชุมใหญ่ ได้ 1 คะแนนเสียง
    7. มีสิทธิเข้าชื่อร่วมกันอย่างน้อย 1 ใน 3 ของสมาชิกสามัญทั้งหมด เพื่อร้องขอต่อ คณะกรรมการให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญได้
    8. มีหน้าที่ปฏิบัติตามระเบียบปฎิบัติ และข้อบังคับของสมาคมโดยเคร่งครัด
    9. มีหน้าที่ประพฤติตนให้สมเกียรติที่เป็นสมาชิกของสมาคม
    10. มีหน้าที่ให้ความร่วมมือ และสนับสนุนการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของสมาคม
    11. มีหน้าที่ร่วมกิจกรรมที่สมาคมจัดให้มีขึ้น
    12. มีหน้าที่เผยแพร่ชื่อเสียงของสมาคมให้เป็นที่รู้จัก และยอมรับกันอย่างแพร่หลาย
    13. มีหน้าที่รับผิดชอบในความเสียหาย หรือความเสื่อมเสียในทรัพย์สิน หรือ ชื่อเสียงของสมาคม ที่ตนเป็นผู้ก่อตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะตัว มีหน้าที่เสริมสร้าง สร้างสรรค์ และธำรงไว้ซึ่งความสามัคคี และผลประโยชน์ร่วมกัน ของสมาชิกสมาคม
  12. หมวดที่ 3 การดำเนินกิจการของสมาคม

    ให้มีคณะกรรมการบริหารของสมาคมคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการบริหารสมาคม”ประกอบด้วยกรรมการอย่างน้อย 7 คน อย่างมากไม่เกิน 15 คน ในตำแหน่งดังต่อไปนี้

    1. นายกสมาคม ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าในการบริหารกิจการของสมาคมเป็นผู้แทนของสมาคมในการติดต่อกับบุคคลภายนอกทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารและการประชุมใหญ่
    2. อุปนายก ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนายกสมาคมในการบริหารกิจการของ สมาคม ปฎิบัติหน้าที่ตามที่นายกสมาคมมอบหมาย ทำหน้าที่แทนนายกสมาคมเมื่อไม่อยู่ หรือไม่สามารถปฎิบัติหน้าที่ได้ การทำหน้าที่แทนนายกให้อุปนายกตามลำดับ เป็นผู้กระทำการแทน
    3. เลขานุการ และ ผู้ช่วยเลขานุการ ทำหน้าที่เกี่ยวกับงานธุรการของสมาคมทั้งหมด เป็นหัวหน้า เจ้าหน้าที่ของสมาคมในการปฎิบัติกิจการของสมาคมและปฎิบัติตามคำสั่งของนายกสมาคม ตลอดจนทำหน้าที่เป็นเลขานุการในการประชุมของสมาคม
    4. เหรัญญิก และ ผู้ช่วยเหรัญญิก ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเงินทั้งหมดของสมาคม เป็นผู้จัดทำบัญชี รายรับ-รายจ่าย บัญชีงบดุลของสมาคม และเก็บเอกสารของสมาคม ตลอดจนงานด้านบริการต่างๆตามมติของคณะกรรมการ
    5. ประชาสัมพันธ์ และ ปฎิคม ทำหน้าที่เผยแพร่กิจการ ผลงาน ความเคลื่อนไหว  ของกิจการสมาคมให้สมาชิกและบุคคลทั่วไป และเผยแพร่ชื่อเสียงเกียรติคุณของสมาคมแก่บุคคลที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการให้การต้อนรับแขกของสมาคม เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดเตรียมสถานที่ในการต้อนรับ หรือการประชุมต่างๆของสมาคม และงานในด้านบริการต่างๆ ตามมติของคณะกรรมการ
    6. นายทะเบียน และ ผู้ช่วยนายทะเบียน  ทำหน้าที่เกี่ยวกับการจัดทำทะเบียนสมาชิกทั้งหมดของสมาคม
    7. สาราณียากร ทำหน้าที่จัดทำเอกสาร บทความ ที่แสดงถึงผลงานของสมาคม หรือให้ความรู้ ความคิด ในด้านต่างๆ ที่สมาชิกควรทราบ โดยติดต่อประสานงานกับประชาสัมพันธ์
    8. กรรมการต่างๆตำแหน่งอื่น  มาจากตัวแทนในแต่ละรุ่น และตามที่คณะกรรมการบริหารเห็นสมควรให้จัดตั้งขึ้น

  13. กรรมการบริหารสมาคมอาจจะพ้นตำแหน่ง ซึ่งมิใช่เป็นการออกตามวาระได้ด้วยเหตุดังต่อไปนี้
    1. ตาย
    2. ลาออก โดยยื่นใบลาออกเป็นลายลักษณ์อักษรต่อนายกสมาคม และให้พ้นจากตำแหน่งเมื่อคณะกรรมการบริหารสมาคมมีมติให้ลาออกได้
    3. ขาดจากสมาชิกภาพ
    4. ที่ประชุมใหญ่มีมติให้ออกจากตำแหน่ง

  14. คณะกรรมการบริหารสมาคมสามารถอยู่ในตำแหน่งได้คราวละ 2 ปี เมื่อคณะกรรมการบริหารสมาคม อยู่ในตำแหน่งครบกำหนดตามวาระแล้ว แต่คณะกรรมการบริหารสมาคมชุดใหม่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ ก็ไห้คณะกรรมการบริหารสมาคมที่ครบกำหนดตามวาระรักษาการแทนไปพลางก่อนจนกว่าคณะกรรมการบริหารสมาคมชุดใหม่ จะได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ เมื่อคณะกรรมการบริหารสมาคมชุดใหม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการเป็นที่เรียบร้อย ให้ทำการส่งและรับมอบงานกันระหว่างคณะกรรมการบริหารสมาคมชุดเก่ากับชุดใหม่ให้เป็นที่เรียบร้อย ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่คณะกรรมการบริหารสมาคมชุดใหม่ ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ

  15. ตำแหน่งกรรมการบริหารสมาคมใดว่างลงก่อนครบวาระ ให้คณะกรรมการบริหารงานสมาคม พิจารณาแต่งตั้งสมาชิกสามัญคนหนึ่งคนใดรักษาการในตำแหน่งที่ว่างนั้นอีกตำแหน่งหนึ่งก็ได้แต่ผู้ที่เข้าดำรงตำแหน่งแทนที่จะอยู่ในตำแหน่งได้เท่ากับวาระของผู้ที่ตนแทนเท่านั้น

  16. อำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการบริหาร มีอำนาจออกระเบียบเพื่อเป็นแนวทางให้สมาชิกถือปฎิบัติได้ โดยไม่ขัด หรือแย้งต่อข้อบังคับนี้ มีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนเจ้าหน้าที่สมาคม มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการที่ปรึกษา หรืออนุกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อดำเนินกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้ แต่กรรมการที่ปรึกษา หรืออนุกรรมการเฉพาะกิจ จะสามารถ อยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกินวาระของคณะกรรมการบริหารสมาคมที่แต่งตั้งมีอำนาจที่จะเรียกประชุมใหญ่สามัญประจำปี หรือประชุมใหญ่วิสามัญ มีอำนาจกำหนด แต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งที่ยังมิได้กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้มีอำนาจบริหารของสมาคม เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ มีอำนาจอื่นๆ ตามที่ข้อบังคับกำหนด มีหน้าที่ปกป้อง และธำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรี เกียรติคุณ ผลประโยชน์และสิทธิอันชอบธรรมของสมาคม และมวลสมาชิก มีหน้าที่รับผิดชอบในกิจการทั้งหมด รวมทั้งการเงินและทรัพย์สินของสมาคม มีหน้าที่จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญ เมื่อสมาชิกสามัญจำนวน 1 ใน 3 ของสมาชิกทั้งหมด ได้เข้าชื่อเพื่อร้องขอให้จัดประชุมขึ้นภายใน 30 วัน นับแต่ วันที่ได้รับหนังสือร้องขอ มีหน้าที่จัดทำบันทึกการประชุมต่างๆ ของสมาคมเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน และส่งให้สมาชิกทราบ มีหน้าที่จัดทำเอกสารหลักฐานต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวการเงิน ทรัพย์สินและการดำเนินกิจการ ต่างๆ ของสมาคมให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ และสามารถให้สมาชิกตรวจดูได้เมื่อสมาชิกร้องขอ มีหน้าที่อื่นๆ ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ

  17. คณะกรรมการบริหารสมาคมจะต้องประชุมกันอย่างน้อย 2 เดือนต่อ 1 ครั้ง เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับการบริหารกิจการของสมาคม

  18. การประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคม จะต้องมีกรรมการเข้าร่วมไม่น้อยกว่า ครึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมด จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม มติของที่ประชุมคณะกรรมการ ถ้าข้อบังคับไม่ได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นให้ถือคะแนนเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ แต่ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด

  19. ในการประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคม ถ้านายกสมาคม และอุปนายกไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฎิบัติหน้าที่ได้ ก็ให้กรรมการที่เข้าประชุมในคราวนั้นเลือกตั้งกันเองเพื่อให้กรรมการคนหนึ่งคนใด ทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมคราวนั้น
  20. หมวดที่ 4 การประชุมใหญ่

  21. การประชุมใหญ่ของสมาคม มี 2 ชนิด คือ 
    1. การประชุมใหญ่สามัญประจำปี
    2. การประชุมใหญ่วิสามัญ

  22. ให้คณะกรรมการบริหารสมาคม จัดให้มีการประชุมสามัญประจำปี ปีละ 1 ครั้ง (ภายในเดือนมกราคม ของทุกปี)

  23. การประชุมใหญ่วิสามัญ อาจจะจัดให้มีขึ้นได้ก็โดยเหตุที่คณะกรรมการเห็นสมควร ควรจัดให้มีขึ้นหรือ เกิดขึ้นด้วยการเข้าชื่อร่วมกันของสมาชิกสามัญ ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกสามัญทั้งหมดได้ร้องขอต่อคณะกรรมการ

  24. การแจ้งกำหนดนัดวันประชุมใหญ่ ให้เลขานุการเป็นผู้แจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ ให้สมาชิกทราบและการแจ้งจะต้องดำเนิน ดังนี้แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร โดยระบุวัน เวลา และสถานที่ให้ชัดเจนแจ้งให้สมาชิกทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน ก่อนถึงวันประชุม ประกาศไว้ ณ สำนักงานของสมาคม เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 7 วัน ก่อนถึงวันประชุม

  25. ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี หรือการประชุมใหญ่วิสามัญจะต้องมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่า 50 คน จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม แต่ถ้าหากเมื่อถึงกำหนดเวลาของการประชุมยังมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมการประชุมไม่ครบองค์ประชุม ก็ให้ขยายเวลาออกไปอีกตามที่คณะกรรมการจะเห็นสมควร และเมื่อครบกำหนดเวลาที่ขยายออกไปแล้วยังมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมไม่ครบองค์ประชุม ก็ให้ประธานสั่งเลื่อนการประชุมคราวนั้นออกไป แต่ต้องไม่เกิน 45 วันนับตั้งแต่วันที่ได้เลื่อนการประชุมครั้งแรก ยกเว้นในกรณีประชุมใหญ่วิสามัญที่เกิดขึ้นจากการร้องขอของสมาชิก ก็ไม่ต้องจัดประชุมใหญ่ โดยให้ถือว่าการประชุมคราวนั้นยกเลิกไปสำหรับการประชุมใหญ่ครั้งหลังนี้ หากมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมการประชุมเป็นจำนวนเท่าใดก็ให้ถือว่าครบองค์ประชุม

  26. การประชุมใหญ่สามัญประจำปี ต้องมีวาระการประชุมอย่างน้อย ดังต่อไปนี้
    1. แถลงกิจการที่ผ่านมาในรอบปี
    2. แถลงบัญชีรายรับ รายจ่าย และบัญชีงบดุลของปีที่ผ่านมาให้สมาชิกทราบ
    3. เลือกตั้งกรรมการบริหารสมาคมชุดใหม่ เมื่อครบกำหนดวาระ
    4. เลือกผู้สอบบัญชี
    5. เรื่องอื่นๆ (ถ้ามี) 

  27. การลงมติต่างๆ ในที่ประชุมใหญ่ หากข้อบังคับมิได้กำหนดเป็นอย่างอื่น ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากเป็นเณฑ์ แต่ถ้าคะแนนเสียงที่ลงมติกัน ให้ประธานในที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด

  28. ในการประชุมใหญ่ของสมาคม ถ้านายกสมาคม และอุปนายกสมาคมไม่มาประชุมร่วมกันหรือไม่สามารถจะปฎิบัติหน้าที่ได้ให้ที่ประชุมเลือกตั้งคณะกรรมการที่มาร่วมประชุมคนหนึ่ง คนใดขึ้นมา ทำหน้าที่ประธานในการประชุมคราวนั้น

    หมวดที่ 5 การเงินและทรัพย์สิน



  29. การเงินและทรัพย์สินทั้งหมดให้อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการ ส่วนเงินสดของสมาคม (ถ้ามี) ให้นำฝากไว้ในธนาคารใดธนาคารหนึ่งตามมติที่คณะกรรมการบริหารเห็นชอบ

  30. การลงนามในตั๋วเงิน หรือเช็คของสมาคมจะต้องมีลายมือชื่อของนายกสมาคม หรือผู้ทำการแทนการลงนามร่วมกับเหรัญญิก หรือผู้ทำการแทน พร้อมกับประทับตราของสมาคมจึงจะถือว่าใช้ได้

  31. ให้นายกสมาคมมีอำนาจสั่งจ่ายเงินของสมาคมได้ครั้งละไม่เกิน 50,000.- บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน)  ถ้าเกินกว่านั้นจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหาร

  32. ให้เหรัญญิกมีอำนาจเก็บรักษาเงินสดของสมาคมได้ครั้งละไม่เกิน 30,000.- บาท (สามหมื่นบาทถ้วน) ถ้าเกินจำนวนนี้จะต้องนำฝากธนาคารในบัญชีของสมาคมทันทีที่โอกาสอำนวยให้

  33. เหรัญญิกจะต้องทำบัญชีรายรับ รายจ่าย และบัญชีงบดุลให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ และการรับหรือจ่ายเงินทุกครั้ง จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของนายกสมาคม หรือผู้ทำการแทนร่วมกับเหรัญญิก หรือผู้ทำการแทน พร้อมกับประทับตราของสมาคมทุกครั้ง

  34. ผู้สอบบัญชีจะต้องมิใช่กรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ของสมาคม และต้องเป็นผู้สอบบัญชีที่ได้รับอนุญาต

  35. ผู้สอบบัญชี มีอำนาจหน้าที่จะเรียกเอกสารเกี่ยวกับการเงินและทรัพย์สินจากคณะกรรมการ หรือ เจ้าหน้าที่ของสมาคมเพื่อสอบถามเกี่ยวกับบัญชี และทรัพย์สินของสมาคมได้

  36. คณะกรรมการจะต้องให้ความร่วมมือกับผู้ตรวจสอบบัญชี เมื่อได้รับการร้องขอ

  37. การจัดหารายได้พิเศษ หรือการรวมทุนทุกครั้ง ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหาร

    หมวดที่ 6 การเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับและการเลิกกิจการของสมาคม



  38. ข้อบังคับของสมาคมจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้โดยมติของที่ประชุมใหญ่เท่านั้น และ องค์ประชุมใหญ่จะต้องมีสมาชิกสามัญ เข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่า 50 คน มติของที่ประชุมใหญ่ ในการให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขระเบียบข้อบังคับ ใดๆ จะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของสมาชิกสามัญที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด

  39. การเลิกกิจการของสมาคม จะเลิกได้โดยมติของที่ประชุมใหญ่ของสมาคม ยกเว้นเป็นการเลิก ด้วยเหตุแห่งกฎหมาย มติของที่ประชุมใหญ่ที่ให้เลิกกิจการของสมาคม ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของสมาชิกสามัญที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด และองค์ประชุมใหญ่ ต้องไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกสามัญทั้งหมด

  40. เมื่อสมาคมต้องเลิกกิจการไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ ก็ตาม ทรัพย์สินของสมาคมที่เหลืออยู่ทั้งหมด หลังจากที่ได้ชำระบัญชีเป็นที่เรียบร้อย หากมีทรัพย์สินที่เหลืออยู่ให้ตกเป็นของมหาวิทยาลัยพายัพ

    หมวดที่ 7 บทเฉพาะกาล


  41. ข้อบังคับฉบับนี้ ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่สมาคมได้รับอนุญาตให้จดทะเบียน เป็นนิติบุคคลเป็นต้นไป

  42. เมื่อสมาคมได้รับอนุญาต ให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจากทางราชการ ให้ถือว่าคณะกรรมการทำงานเพื่อก่อตั้งสมาคม ทุกคนเป็นสมาชิกสามัญและรักษาการในตำแหน่งกรรมการของสมาคมจนกว่าจะจัดให้มีการประชุมใหญ่ขึ้น เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการชุดแรกของสมาคม แต่ทั้งนี้จะต้องดำเนินการประชุมใหญ่ให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่สมาคมได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล